
กลายเป็นประเด็นนี้ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนะคะ
ใจจริงอยากจะพูด อยากระบายออกไปตรงๆแบบมะนาวไม่มีน้ำก็เกรงจะสร้างความไม่พอใจให้สมาชิกท่านอื่นๆที่มีมุมมองแตกต่างจากนี้
ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นนี้
ดิฉันเป็นผู้หญิง ขออนุญาตบอกตรงๆว่า ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเลยจริงๆค่ะ
ดิฉันไม่ชอบและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถ้าจะต้องไปนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงแขกเหรื่อ ให้ผู้เฒ่าสองสามคนประกาศนับเงินค่าดองออกไมโครโฟน
สนุกสนาน ดิฉันคงจะรู้สึกไม่ต่างจากวัวควาย ที่ขายไปแล้วได้เงินมา คนขายมานั่งนับเงินสบายใจ
มาตรฐานการคัดกรองผู้ชายที่ให้ลูกสาว มันควรมีมิติที่กว้างและลึกกว่าการใช้มูลค่าสินสอดเป็นตัววัด
ถ้าดิฉันมีลูกสาว ไม่ใช่แค่จะไม่เอาคิดค่าสินสอด จะออกค่างานแต่งงานให้ทั้งคู่ด้วยค่ะ
(จะทำให้ลูกมีความสุขที่สุดและประทับใจไปจนชั่วชีวิต จะทำให้เขาภูมิใจที่มีแม่ที่รักและพร้อมจะทุ่มเทเพื่อเขาจริงๆ)
แลกกับการที่แฟนของลูกไปมาหาสู่กับครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ
เรียนรู้นิสัย ทัศนคติ จนมั่นใจว่าเขาจะดูแลลูกสาวเราได้จริงๆ ดิฉันว่า ดีกว่า
มาพบผู้ใหญ่ครั้งสองครั้ง แค่ยามจะแต่งงานกันเท่านั้น
ค่านิยมในบ้านเราบางที มันก็ละเอียดอ่อน จนเป็นจุดบอดให้เกิดช่องว่างระหว่างครอบครัว
แน่นอนว่า ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงเข้มงวด หัวโบราณ ลูกสาวพาแฟนไปแนะนำตัวกับครอบครัวก็ต่อเมื่อจะแต่งงานกันเท่านั้น
พ่อแม่ไม่ได้รู้ได้เห็นสัมพันธภาพระหว่างคบกัน มันก็แน่นอนว่า ต้องเกิดความกลัวว่า ลูกจะไปกันไปรอดหรือไม่ เพราะไม่รู้ตัวตนของฝ่ายชายว่าที่ลูกเขย
ที่ดิฉันยังแปลกใจ คือ มีผู้หญิงหลายๆท่าน ยังยินยอมพร้อมจะศิโรราบให้เงินค่าดอง
ถ้ายังคิดว่า เงินสินสอดมัน สำคัญ มันสมควรมี มันเป็นประเพณีอันดี สวยสดงดงาม เป็นสิ่งที่น่ายกย่องเทิดทูน
ขอความกรุณาว่าอย่าเรียกร้องสิทธิ์อยากเสมอภาคทัดเทียมผู้ชาย ในเมื่อตัวคุณยังปลดแอกจากพันธนาการทางความคิด
เป็นเบี้ยล่างให้บุรุษเพศไม่ได้ เป็นเพศแม่ที่อ่อนแอให้ชายชาตรีปกป้องเหมือนเดิมเถิดค่ะ
เรียกร้องสิทธิ์ความเท่าเทียมทางเพศสภาพเป็นครั้งคราว แต่ในทางพฤตินัยยังทำไม่ได้
มันไม่เรียกว่า ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง
ส่วนกัลยาณมิตรหลายท่านที่หลังไมค์มาไถ่ถามให้กำลังใจ ดิฉันขอขอบคุณมากๆจากใจค่ะ
แต่ถ้าจะให้เล่าเรื่องของตัวเอง กับปัญหาค่าดอง
ดิฉันขอคิดดูก่อนว่า มันจะมีประโยชน์กับส่วนรวมมากน้อยขนาดไหน
กลัวว่า จะสะกิดแผลเก่าในใจแล้ว มีคนมาตีค่าเจตนาผิดเพี้ยนไป

ทีมา: btsstation.com